ทฤษฎีความผูกพัน (อังกฤษ: Attachment theory) หรือ ทฤษฎีความผูกพันทางอารมณ์ เป็นแบบจำลองทางจิตวิทยาเพื่อกำหนดพลศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั้งในระยะยาวระยะสั้น แต่ว่า “ทฤษฎีความผูกพันไม่ได้ตั้งเป็นทฤษฎีทั่วไปของความสัมพันธ์ (แต่) ใช้กล่าวถึงด้าน ๆ หนึ่งเพียงเท่านั้น” 81 คือ การตอบสนองของมนุษย์ภายในสัมพันธภาพเมื่อเจ็บ ถูกพรากจากคนรัก หรือว่ารู้สึกอันตราย โดยพื้นฐานแล้ว ทารกอาจผูกพันกับคนเลี้ยงคนไหนก็ได้ แต่ว่า คุณลักษณะของความสัมพันธ์กับ/ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน ในทารก ความผูกพันโดยเป็นส่วนของระบบแรงจูงใจและพฤติกรรมจะสั่งการให้เด็กเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับคนดูแลที่คุ้นเคยเมื่อตกใจ โดยคาดหวังว่าจะได้การคุ้มครองและการปลอบใจ บิดาของทฤษฎีผู้เป็นนักจิตวิทยาทรงอิทธิพลชาวอังกฤษจอห์น โบลบี้ เชื่อว่า ความโน้มเอียงของทารกวานร (รวมทั้งมนุษย์) ที่จะผูกพันกับคนเลี้ยงที่คุ้นเคย เป็นผลของความกดดันทางวิวัฒนาการ เพราะว่าพฤติกรรมผูกพันอำนวยให้รอดชีวิตเมื่อเผชิญกับอันตรายเช่นการถูกล่าหรือต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อม

slotxo

หลักสำคัญที่สุดของทฤษฎีก็คือว่า ทารกจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนเลี้ยงหลักอย่างน้อยหนึ่งคนเพื่อให้เกิดพัฒนาการทางสังคมและทางอารมณ์ได้อย่างสำเร็จ โดยเฉพาะการเรียนรู้เพื่อควบคุมอารมณ์ตนเองอย่างมีประสิทธิผล พ่อหรือคนอื่น ๆ มีโอกาสกลายเป็นผู้ผูกพันหลักถ้าให้การดูแลเด็กและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่สมควรโดยมากที่สุด เมื่อมีคนดูแลที่ไวความรู้สึกและตอบสนองต่อเด็ก ทารกจะอาศัยคนดูแลเป็น “เสาหลัก” เมื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม ควรจะเข้าใจว่า “แม้คนดูแลที่ไวความรู้สึกจะรู้ใจถูกก็ประมาณแค่ 50% เพราะการสื่อสารอาจจะไม่ลงรอยกัน ไม่สมกัน บางครั้งพ่อแม่ก็อาจรู้สึกเหนื่อยหรือสนใจเรื่องอื่นอยู่ มีโทรศัพท์ที่ต้องรับหรืออาหารเช้าที่จะต้องทำ กล่าวอีกอย่างก็คือ ปฏิสัมพันธ์ที่เข้ากันอย่างดีอาจเสียไปได้อย่างบ่อยครั้ง แต่ลักษณะของคนดูแลที่ไวความรู้สึกคนแท้ก็คือ ความเสียหายนั้นจะได้การบริหารหรือซ่อมแซม”
ความผูกพันระหว่างทารกกับผู้ดูแลเกิดขึ้นแม้เมื่อคนดูแลไม่ไวความรู้สึกและไม่ตอบสนองต่อเด็ก ซึ่งทำให้มีผลตามมาหลายอย่าง คือ ทารกจะไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์กับคนดูแลที่ไว้ใจไม่ได้หรือไม่ไวความรู้สึก ทารกจะต้องบริหารเองเท่าที่ทำได้ภายในความสัมพันธ์เช่นนี้ โดยอาศัยเกณฑ์วิธีสถานการณ์แปลก (Strange situation) งานวิจัยของนักจิตวิทยาพัฒนาการชาวอังกฤษ ดร. แมรี่ เอนสเวอร์ธ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 พบว่า เด็กจะมีรูปแบบความผูกพันที่ต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับประสบการณ์เบื้องต้นที่ได้จากคนดูแล รูปแบบความผูกพันในชีวิตต้น ๆ นี้ก็จะมีอิทธิพล แม้จะไม่ใช่ตัวกำหนด ความคาดหวังของบุคคลในความสัมพันธ์ต่อ ๆ มา มีหมวดหมู่ความผูกพัน 4 อย่างที่ได้ระบุในเด็ก คือ

xoslot

  • แบบมั่นใจ (secure attachment)
  • แบบวิตกกังวล-คละ (anxious-ambivalent attachment)
  • แบบวิตกกังวล-หลีกเลี่ยง (anxious-avoidant attachment)
  • แบบไม่มีระเบียบ (disorganized attachment)
    ทฤษฎีนี้ได้กลายเป็นทฤษฎีหลักที่ใช้ในปัจจุบันเพื่อศึกษาพฤติกรรมของทารกและเด็กหัดเดินในด้านต่าง ๆ รวมทั้งสุขภาพจิตทารก การปฏิบัติต่อเด็ก เป็นต้น ความผูกพันแบบมั่นใจจะเกิดเมื่อเด็กรู้สึกว่าสามารถพึ่งคนดูแลให้อยู่ใกล้ ๆ ปลอบใจ และช่วยป้องกัน เป็นรูปแบบที่พิจารณาว่าดีที่สุด ส่วนแบบวิตกกังวล-คละจะเกิดเมื่อเด็กรู้สึกวิตกกังวลเมื่อพรากจากคนดูแล และไม่กลับไปรู้สึกมั่นใจเมื่อคนดูแลกลับมา ส่วนแบบวิตกกังวล-หลีกเลี่ยงเกิดเมื่อเด็กหลีกเลี่ยงพ่อแม่ และแบบไม่มีระเบียบก็คือเด็กจะไม่แสดงพฤติกรรมความผูกพัน ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ทฤษฎีนี้ได้ขยายไปใช้กับความผูกพันในผู้ใหญ่ โดยใช้เมื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่หรือคู่รัก

เครดิตฟรี

ชีววิทยาของความผูกพัน
นอกจากจะมีงานศึกษาตามยาวต่าง ๆ แล้ว ยังมีงานวิจัยทางจิตสรีรวิทยาเกี่ยวกับชีววิทยาของความผูกพันด้วย รวมทั้งด้านการเติบโตทางสมอง (neural development) พันธุศาสตร์ทางพฤติกรรม และแนวคิดพื้นอารมณ์แต่กำเนิด (temperament)
โดยทั่วไปแล้วพื้นอารมณ์แต่กำเนิดและความผูกพันเป็นคนละเรื่องกัน แต่ว่าด้านต่าง ๆ ของแนวคิดทั้งสองมีผลต่อพัฒนาการระหว่างบุคคลและภายในบุคคล พื้นอารมณ์แต่กำเนิดบางอย่างอาจทำให้บุคคลเสี่ยงต่อความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่เชื่อใจไม่ได้หรือเป็นปฏิปักษ์กับคนดูแลในชีวิตต้น ๆ เมื่อไม่มีผู้ดูแลที่เข้าถึงได้หรือไวความรู้สึก เด็กบางคนปรากฏว่าเสี่ยงต่อความผิดปกติทางความผูกพัน (attachment disorder)
ในการวิจัยทางจิตสรีรวิทยา ประเด็นศึกษาหลักก็คือ การตอบสนองโดยอัตโนวัติ เช่น การเต้นหัวใจหรือการหายใจ และการทำงานของสมองเขตแกนไฮโปทาลามัส-พิทูอิทารี-อะดรีนัล มีการวัดการตอบสนองทางสรีรภาพของทารกเมื่อกำลังทำเกณฑ์วิธีสถานการณ์แปลก เพื่อตรวจสอบความแตกต่างระหว่างบุคคลในพื้นอารมณ์แต่กำเนิดของทารก และขอบเขตที่ความผูกพันอาจเป็นตัวช่วยบรรเทา มีหลักฐานว่า การดูแลที่ดีมีผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทที่ควบคุมความเครียด

สล็อต xo
อีกประเด็นหนึ่งก็คือบทบาทของปัจจัยทางกรรมพันธุ์ต่อรูปแบบของความผูกพัน ยกตัวอย่างเช่น ภาวะพหุสัณฐานของการเข้ารหัสของยีนตัวรับโดปามีน D2[NPC5]สัมพันธ์กับความผูกพันแบบวิตกกังวล และของยีนตัวรับเซโทนิน 5-HT2A สัมพันธ์กับความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง ซึ่งแสดงว่า อิทธิพลของการดูแลของแม่ต่อความผูกพันแบบมั่นใจ/ไม่มั่นใจของเด็กไม่ใช่เหมือนกันทุกคน มีนักวิชาการที่เสนอว่า มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลทางชีวภาพที่เด็กจะได้รับอิทธิพลจากการดูแลในระดับต่าง ๆ กัน เพราะความต่าง ๆ กันเหล่านี้สามารถมองได้ว่าเป็นการปรับตัวที่ให้ผลบวกทางสังคมและทางกายภาพโดยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่ต่าง ๆ กัน
การปรับตัว (จิตวิทยา)
พฤติกรรมปรับตัว (อังกฤษ: Adaptive behavior) หรือ การปรับตัว[1] เป็นพฤติกรรมประเภทหนึ่งที่ใช้เปลี่ยนพฤติกรรม หรือใช้ปรับพฤติกรรมให้เข้ากับสถานการณ์ บ่อยครั้งมักจะกำหนดว่า เป็นพฤติกรรมประเภทที่ช่วยให้บุคคลเปลี่ยนพฤติกรรมก่อกวนหรือที่ไม่สร้างสรรค์ให้ดีขึ้น พฤติกรรมเชิงลบอาจจะเป็นเรื่องทางสังคมหรืออาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น การกระทำที่ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ อาจจะปรับให้ไปเป็นการประดิษฐ์หรือสร้างอะไรอย่างอื่น

slotxo

โดยเปรียบเทียบกัน พฤติกรรมปรับตัวผิด (maladaptive behavior) เป็นพฤติกรรมอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ในการลดความวิตกกังวลของตนเอง แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำงานได้ไม่ดีและไม่ให้ผลดี ยกตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่างเพราะว่ามีความหวาดกลัวที่ไม่สมเหตุผล อาจจะช่วยลดความวิตกกังวลในส่วนเบื้องต้น แต่ว่าไม่ได้ให้ผลดีจริง ๆ ในการแก้ปัญหาในระยะยาว พฤติกรรมปรับตัวผิดมักใช้เป็นตัวชี้ความผิดปรกติทางพฤติกรรมหรือทางการทำงานของจิตใจ เพราะเป็นเรื่องที่ประเมินได้โดยปรวิสัย คือไม่ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นอัตวิสัย แต่ให้สังเกตด้วยว่า พฤติกรรมที่สมมติว่ามีศีลธรรมอาจจะพิจารณาได้ว่าเป็นการปรับตัวผิด เช่นความไม่เห็นด้วยหรือความต่อต้านความคิดทางสังคม (dissent) หรือว่า การเว้นจากการบำเรอตน (abstinence)
พฤติกรรมปรับตัวเป็นตัวสะท้อนถึงทักษะทางสังคมและทักษะการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน เราจะมีรูปแบบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามพัฒนาการ ตามสถานการณ์ในชีวิตและสถานการณ์ในสังคม ตามค่านิยมในชีวิต และตามความคิดความต้องการของผู้อื่น การประเมินพฤติกรรมปรับตัว เป็นส่วนสำคัญในการประเมินสมรรถภาพของบุคคลในการดำเนินชีวิต จะเป็นการทำอาชีพก็ดี ปฏิสัมพันธ์ในสังคมก็ดี หรือว่าในเรื่องของการศึกษาก็ดี

xoslot

ขอบเขตและนิยาม
พฤติกรรมปรับตัวรวมทั้งพฤติกรรมตามอายุที่จำเป็นเพื่อจะใช้ชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ และดำเนินชีวิตให้ปลอดภัยและเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น การทำความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว การระวังความปลอดภัย การจับต้องอาหารที่ถูกต้อง การทำอาชีพ การบริหารทรัพย์ การทำความสะอาด การคบเพื่อนใหม่ ๆ ทักษะทางสังคม และหน้าที่ความรับผิดชอบที่ควรจะมีตามอายุและตามกลุ่มสังคม

เครดิตฟรี

การกำหนด
การวัดพฤติกรรม
เพื่อที่จะกำหนดสมรรถภาพของพฤติกรรมปรับตัว ผู้ตรวจต้องตรวจดูทักษะการรับรู้ ทักษะสังคม และทักษะในการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะวัดทักษะในการปรับตัว นักจิตวิทยาต้องต้องใช้มาตราวัดพฤติกรรมปรับตัวที่ได้ปรับมาตรฐานให้เข้ากับบุคคลทั้งที่ไม่มีและมีความพิการ สำหรับนักเรียน การวัดการปรับตัวทำได้โดยการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ครู หรือบุคคลอื่นที่คุ้นเคยกับกิจกรรมและชีวิตประจำวันของนักเรียน ซึ่งอาจจะพบว่านักเรียนมีจุดแข็งและจุดอ่อนในทักษะการรับรู้ ทักษะสังคม หรือ/และทักษะในการดำเนินชีวิต

สล็อต xo

มาตราพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยวัดความเสียหายหรือความล่าช้าในการพัฒนาการของการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่บ่อยครั้งอาจจะสัมพันธ์กับความพิการหรือความเจ็บป่วย การวัดพฤติกรรมปรับตัวนั้นเป็นการประเมินความประพฤติทั่วไป ไม่ใช่เป็นการประเมินการกระทำที่ทำได้ดีที่สุด การประเมินพฤติกรรมปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นในการวินิจฉัยความพิการทางสติปัญญา

ทฤษฎีความผูกพัน

Post navigation