โรคระบบหัวใจหลอดเลือด
โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด หรือ โรคหัวใจและหลอดเลือด (อังกฤษ: Cardiovascular disease ตัวย่อ CVD) เป็นกลุ่มโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือหลอดเลือด คือเป็นโรคที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งกลุ่มโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary artery disease) เช่น อาการปวดเค้นหัวใจ (angina) และกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด (myocardial infarction) ตลอดจนโรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจเหตุความดันสูง (hypertensive heart disease), โรคหัวใจเหตุไข้รูมาติก (rheumatic heart disease), โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy), ภาวะหัวใจเสียจังหวะ (heart arrhythmia), โรคหัวใจแต่กำเนิด (congenital heart disease), โรคลิ้นหัวใจ (valvular heart disease), หัวใจอักเสบ (carditis), ท่อเลือดแดงโป่งพอง (aortic aneurysm), โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral artery disease) และภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ (venous thrombosis)

slotxo

กลไกของโรคจะขึ้นอยู่กับเหตุ โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย จะมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งอาจมีเหตุจากความดันสูง การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน การไม่ออกกำลังกาย โรคอ้วน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ทานอาหารไม่ถูกต้อง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิน เป็นต้น การเสียชีวิตเพราะ CVD เกิดจากความดันสูง 13%, การสูบบุหรี่ 9%, โรคเบาหวาน 6%, การไม่ออกกำลังกาย 6% และโรคอ้วน 5% โรคหัวใจเหตุไข้รูมาติกอาจเนื่องกับคอหอยอักเสบจากเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสที่ไม่รักษา
กรณี 90% ของโรคประเมินว่าป้องกันได้ หลอดเลือดแดงแข็งสามารถป้องกันโดยลดปัจจัยเสี่ยง เช่น ทานอาหารให้ถูกสุขภาพ ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ การรักษาความดันสูงและโรคเบาหวานก็มีประโยชน์ด้วย การรักษาคอหอยอักเสบจากเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสด้วยยาปฏิชีวนะสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจเหตุไข้รูมาติก การทานยาแอสไพรินเพื่อป้องกันล่วงหน้ามีประโยชน์ไม่ชัดเจนสำหรับผู้มีสุขภาพดี และคณะทำงานป้องกันเฉพาะกิจของสหรัฐ (USPSTF) ก็แนะนำไม่ให้ทำสำหรับหญิงอายุน้อยกว่า 55 ปี และสำหรับชายอายุน้อยกว่า 45 ปี แต่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุกว่านั้นเป็นบางพวก การรักษาโรคจะทำให้ได้ผลดีกว่าไม่รักษา

xoslot

โรคเป็นเหตุของการเสียชีวิตอันดับแรก ๆ ในโลก โดยรวมภูมิประเทศทุกแห่งยกเว้นแอฟริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17.3 ล้านคน (31.5%) ในปี 2013 เพิ่มจาก 12.3 ล้านคน (25.8%) ในปี 1990 การเสียชีวิตเพราะโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาโดยมากในขณะที่ได้ลดลงในประเทศพัฒนาแล้วตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองเป็นเหตุในกรณี 80% ของโรคกลุ่มนี้ในชาย และ 75% ในหญิง โรคโดยมากมีผลต่อผู้สูงอายุ ในสหรัฐ ประชากร 11% อายุระหว่าง 20-40 ปีมีโรค, 37% ระหว่าง 40-60 ปีมีโรค, 71% ระหว่าง 60-80 ปีมีโรค และ 85% ของผู้มีอายุมากกว่า 80 ปีมีโรค อายุเฉลี่ยที่เสียชีวิตเนื่องกับโรคอยู่ราว ๆ 80 ปี ในประเทศพัฒนาแล้วและ 68 ปีในประเทศกำลังพัฒนา โรคปกติจะเริ่ม 7-10 ปีในชายก่อนหญิง

เครดิตฟรี

ปัจจัยเสี่ยง
โรคหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างรวมทั้งอายุ เพศ การใช้ยาสูบ การขาดออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์มากเกิน อาหารที่ไม่ถูกสุขภาพ โรคอ้วน ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง (เพราะโรคเบาหวาน) คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (ภาวะสารไขมันสูงในเลือด) ปัจจัยทางจิตและสังคม ความยากจน การด้อยการศึกษา และมลพิษทางอากาศแม้ปัจจัยเสี่ยงแต่ละอย่างจะมีอิทธิพลในระดับต่าง ๆ กันต่อชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ แต่อิทธิพลโดยรวมของปัจจัยเหล่านี้ก็คงเส้นคงวามาก และแม้ปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุ เพศ ประวัติครอบครัวจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ปัจจัยสำคัญหลายอย่างก็เปลี่ยนได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยา และการป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวาน
อายุ
อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อโรคหัวใจ อัตราเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าในทศวรรษแต่ละทศวรรษที่อายุเพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่อายุ 45 ปี ไขมันอาจเริ่มพอกหัวใจตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่น ผู้เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจประมาณ 82% มีอายุอย่างน้อย 65 ปี ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองก็เพิ่มเป็นทวีคูณทุก ๆ 10 ปีหลังจากอายุถึง 55 ปี
มีคำอธิบายหลายอย่างว่า ทำไมอายุจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อย่างหนึ่งก็คือเป็นเพราะระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ในกลุ่มประชากรโดยมาก ระดับจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ในชาย นี่จะถึงระดับคงที่ระหว่างอายุ 45-50 ปี ในหญิง ระดับจะสูงขึ้นจนถึงอายุ 60-65 ปี อายุยังสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทั้งโดยกลศาสตร์และโดยโครงสร้าง ซึ่งทำให้เสียความยืดหยุ่น แล้วอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ

สล็อต xo

เพศ
ชายเสี่ยงโรคหัวใจสูงกว่าหญิงก่อนวัยหมดระดู แต่หลังวัยหมดระดูแล้ว นักวิชาการบางพวกอ้างว่า ความเสี่ยงของหญิงก็จะคล้ายกับชาย แม้ข้อมูลเร็ว ๆ นี้ขององค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติจะแย้งทฤษฎีนี้ อย่างไรก็ดี ถ้าหญิงมีโรคเบาหวาน โอกาสการเกิดโรคหัวใจก็จะมากกว่าชายที่มีโรคเบาหวาน
โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจในชายวัยกลางคนสามัญเป็น 2-5 เท่าเทียบกับหญิง[24] ตามงานศึกษาขององค์การอนามัยโลกปี 1999 อัตราการตายเพราะโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจต่างกันระหว่างเพศเพราะเหตุจากเพศ 40% ส่วนงานศึกษาอีกงานหนึ่งปีเดียวกันพบว่า เพศเป็นตัวอธิบายความแตกต่างระหว่างเพศถึงครึ่งหนึ่ง

ทฤษฎีอธิบายความแตกต่างระหว่างเพศอย่างหนึ่งก็คือความแตกต่างของฮอร์โมน หญิงมีเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหลัก ซึ่งอาจมีฤทธิ์ป้องกันโรคผ่านเมแทบอลิซึมของกลูโคสและผ่านระบบธำรงดุล และอาจมีฤทธิ์ปรับปรุงการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อบุโพรง (endothelial cell) โดยตรง การผลิตเอสโตรเจนจะลดลงหลังหมดระดู นี่อาจเปลี่ยนเมแทบอลิซึมของลิพิดให้กลายเป็นลิพิดแบบทำให้หลอดเลือดแดงแข็งโดยลดคอเลสเตอรอลแบบ HDL (high-density lipoprotein), เพิ่มแบบ LDL (low-density lipoprotein) และเพิ่มคอเลสเตอรอลโดยรวม น้ำหนักร่างกาย ความสูง การแจกแจงไขมันไปยังส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย อัตราการเต้นหัวใจ ปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกแต่ละครั้ง (stroke volume) และความหยุ่นของเส้นเลือด (arterial compliance)[A] ต่างกันระหว่างชายกับหญิงอย่างสังเกตได้ แต่ในผู้ชรามาก หญิงจะมีความแตกต่างของความเร็วการวิ่งของเลือดระหว่างเมื่อหัวใจบีบตัวกับเมื่อหัวใจขยายตัว (pulsatility) มากกว่า และหลอดเลือดแดงจะแข็งกว่า แต่ก็อาจเป็นเพราะร่างกายและหลอดเลือดมีขนาดเล็กกว่า
[NPC5] การไม่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายไม่เพียงพอ (คือออกกำลังปานกลางน้อยกว่า 5 ครั้งต่ออาทิตย์ครั้งละ 30 นาที หรือออกกำลังอย่างหนักน้อยกว่า 3 ครั้งต่ออาทิตย์ครั้งละ 20 นาที) ปัจจุบันเป็นปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตอันดับที่ 4 ทั่วโลก ในปี 2008 ผู้มีอายุ 15 ปี 31.3% หรือเกินกว่านั้น (28.2% ของชาย และ 34.4% ของหญิง) ออกกำลังกายไม่เพียงพอ ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจและโรคเบาหวานจะลดลงเกือบ 1/3 สำหรับผู้ใหญ่ที่ออกกำลังกายปานกลาง 150 นาทีต่ออาทิตย์ อนึ่ง การออกกำลังกายยังช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมกลูโคสในเลือด ความดันโลหิต ไขมันในเลือด และการตอบสนองต่ออินซูลิน ผลเหล่านี้อาจอธิบายประโยชน์ต่อหัวใจได้เป็นบางส่วน

โรคระบบหัวใจหลอดเลือด

Post navigation