เส้นทางประชาธิปไตยของเกาหลีใต้

เครดิตฟรี

เส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ เริ่มต้นอย่างขลุกขลักพร้อมๆ กับความพยายามก่อร่างสร้างประเทศหลังสงคราม อันเป็นสถานการณ์คล้ายกันกับหลายๆ ประเทศในโลก แม้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1961 (May 16 Coup) โดยนายพลพัค จอง ฮี (Park Chung-hee) จะนำเกาหลีใต้เข้าสู่ร่มเงาเผด็จการ แต่นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พัค จอง ฮี ที่มีการรักษาอำนาจเป็นเป้าประสงค์สำคัญ กลับทำให้เกิดปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการเป็นระบอบประชาธิปไตยในอีกเกือบ 30 ปีให้หลัง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่รัฐบาลอำนาจนิยมและประธานาธิบดีพัค จอง ฮี ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

สล็อต

หลังสงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี 1950-1953 เกาหลีใต้บอบช้ำอย่างหนักจากทั้งจากสงครามโลกและสงครามบนคาบสมุทร ณ เวลานั้น ทั่วโลกมองว่าเกาหลีเหนือดีกว่าเกาหลีใต้ ทั้งสถานการณ์ด้านปากท้องและความมั่นคง (Kang 2002, pp.34-35) สหรัฐอเมริกาเองก็เริ่มหาหนทางลดค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีใต้ต้องเริ่มมองหาวิธีป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางด้านความมั่นคง และสถานการณ์อันเลวร้ายทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยปัญหาทั้งหมดนี้เอง รัฐบาลพัค จอง ฮี ตระหนักดีว่า หากต้องการอยู่ในอำนาจก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ในระยะยาว เมื่อประกันความมั่นคงปลอดภัยได้ด้วยกำลงทหารแล้ว พัคจองฮีก็ตัดสินใจเปลี่ยนเกาหลีใต้จากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมในระดับที่แข่งขันกับนานาชาติได้ เนื่องจากตระหนักดีว่า เกาหลีใต้ไม่อาจพึ่งพาการอุ้มชูจากสหรัฐอเมริกาได้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความมั่นคง และเป้าหมายที่รัฐบาลเกาหลีใต้หมายตาว่าจะต้องข้ามผ่านให้ได้ในช่วงเวลานั้นก็คือญี่ปุ่น (Mo and Weingast 2013: 65) รัฐบาลพัค จอง ฮี ตัดสินใจดำเนินนโยบายการเติบโตอย่างแบ่งปัน (Shared Growth) โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้ภัยคุกคาม 2 ชั้นจากประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็คือเกาหลีเหนือและจีน นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจเริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐานอย่างการพัฒนาการศึกษา สร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่ระบบตลาด เปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ ความสำเร็จของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี้เกี่ยวโยงถึงนโยบายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งในทางหนึ่งนั้นเป็นการทำลายรากฐานทางการเมืองของขุนนางเจ้าที่ดิน โดยรัฐจะจัดการแบ่งที่ดินให้ชาวนายากจนในชนบทให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองโดยไม่ต้องเป็นหนี้ต่อเจ้าที่ดิน รวมถึงจัดสรรที่ดินให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนเพื่อให้เป็นทรัพยากรตั้งต้นในการตั้งบรรษัท นโยบายปฏิรูปที่ดินเหล่านี้สามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในเขตชนบทได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังทำให้ภาคแรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970-1989 (Haggard, Cooper and Collins 1994) ในช่วงเริ่มต้นของเกาหลีใต้ที่ประชาธิปไตยยังขลุกขลักอยู่นั้นมีรูปแบบคล้ายกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกประเทศอื่น คือ ประชาชนมีสิทธิในพื้นที่และโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สิทธิทางการเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องรองลงไปและถูกจำกัด (Campos and Root 1996) รัฐบาลอำนาจนิยมและแนวร่วมเองก็ตระหนักดีว่า การขาดการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์และพันธมิตรภายในประเทศจะนำพาความเสี่ยงที่ทำให้ระบอบอำนาจนิยมที่รัฐบาลต้องการรักษาไว้พังพินาศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การขยายตัวของภาคแรงงานและชนชั้นกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทั้งสองกลุ่มจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1987 งานศึกษาของ Jongryn Mo และ Barry M. Weingast (2013) เสนอมุมมองการเปลี่ยนผ่านของเกาหลีใต้จากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างน่าสนใจ พวกเขาเสนอหลักสองสมดุล (Double Balance) ว่าด้วยความสมดุลระหว่างการเปิดเสรีทางการเมืองและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากด้านใดด้านหนึ่งพัฒนารุดหน้ามากกว่าอีกด้านจะนำไปสู่อสมดุล ซึ่งจะทำให้เกิดความพยายามที่จะสร้างสมดุลจากด้านที่พัฒนาน้อยกว่า สิ่งสำคัญคือต้องคงไว้ซึ่งความสมดุลของทั้งสองด้าน ซึ่งในกรณีเกาหลีใต้นั้นเกิดสภาวะที่มีการเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจ แต่ไม่มีการเปิดเสรีทางการเมือง นอกจากนี้ การทำให้ประเทศเปลี่ยนจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมระดับสูงนั้น ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับระบอบอำนาจนิยมใน 4 ประการด้วยกัน คือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การสร้างผลประโยชน์สาธารณะ การลดบทบาทของรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจ และสิทธิการครอบครองทรัพย์สินที่มั่นคงปลอดภัย ความอสมดุลนี้ทำให้เกิดแรงกดดันต่อการเปิดเสรีทางการเมืองซึ่งทำให้รัฐบาลอำนาจนิยมต้องสูญสิ้นอำนาจในท้ายที่สุด

สล็อตออนไลน์

ในขณะที่ทฤษฎีการพัฒนาให้ทันสมัยของ Seymour Martin Lipset (1959) ที่เสนอว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเติบโตของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางจะเรียกร้องให้เกิดสิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกและการเปิดเสรีทางการเมือง อันส่งผลให้ผลประโยชน์สาธารณะเพิ่มพูนขึ้น และจะทำให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตย สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 9 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ถึง 1987 ทำให้เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางและความไม่พอใจต่อระบอบอำนาจนิยม Mo และ Weingast (2013: 109) ยังเสนออีกว่า การสนับสนุนประชาธิปไตยของชนชั้นกลางนั้นเป็นมากกว่าการสนับสนุนทางศีลธรรม (Moral Support) ชนชั้นกลางเกาหลีใต้ร่วมเคลื่อนไหวบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1987 และการกระทำนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในเกมการต่อรองอำนาจระหว่างรัฐบาลเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย กระนั้น การเคลื่อนไหวเรียกร้องและขับเคลื่อนประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงชนชั้นกลางเท่านั้น แต่ยังมีแนวร่วมที่ประกอบด้วยตัวแสดงทางสังคมกลุ่มอื่นๆ อย่าง ขบวนการแรงงาน นักเรียน นักศึกษา ชาวนา กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง และกลุ่มศาสนา ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน รวมถึงตัวแสดงภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1987 ประสบผลสำเร็จ Jennifer S. Oh (2017) เสนอว่า การเปลี่ยนผ่านในปี ค.ศ. 1987 ประสบความสำเร็จเพราะเกิดจุดร่วมจากทั้งฝ่ายประธานาธิบดีช็อน ดู ฮวาน (Chun Doo-hwan) และพรรครัฐบาล กับฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งยังเกิดความไม่ลงรอยกันในหมู่ชนชั้นปกครอง ทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่งพอที่จะไปขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ Oh บอกว่า มีเหตุผล 4 ประการที่ทำให้ประธานาธิบดีช็อน ดู ฮวาน เห็นด้วยกับการยอมปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศให้เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

jumboslot

ประการแรก คือ เกิดความแตกแยกในพรรครัฐบาลระหว่างกลุ่มที่มีความคิดและท่าทีแข็งกร้าว (hardliner) กลุ่มที่มีท่าทีประนีประนอม (softliner) และกลุ่มที่เป็นกลาง นักการเมืองในกลุ่ม hardliner เป็นกลุ่มทหารและกลุ่มผู้สนับสนุนช็อน ดู ฮวาน ซึ่งต้องการระบบการเมืองแบบรัฐสภาซึ่งจะอนุญาตให้ช็อน ดู ฮวาน เป็นประธานาธิบดีเชิงสัญลักษณ์ และ โน แท อู (Roh Tae-woo) เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นักการเมืองกลุ่ม softliner ต้องการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนผ่านกับพรรคฝ่ายค้าน ทั้งยังเชื่อว่าพรรครัฐบาลมีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง เพราะการเลือกตั้งโดยตรงนี้จะนำพาความแตกแยกไปสู่กลุ่มฝ่ายค้าน ส่วนกลุ่มนักการเมืองที่เป็นกลางนั้นมีแนวคิดใกล้กับกลุ่ม hardliner แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง โน แท อู อยู่ในกลุ่มนี้ โดยโน แท อู ต้องการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีโดยไม่ใช้การเลือกตั้งทางตรง แต่ก็ต่อต้านการใช้กำลังทหารกับฝ่ายประชาธิปไตย
ประการที่สอง คือ ในปี ค.ศ. 1987 การใช้กำลังทหารไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีอีกต่อไป เนื่องจากกองทัพไม่ต้องการใช้กำลังเข้าปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอย่างการสังหารหมู่ที่ควังจู (Gwangju Massacre) อีก ฝ่ายตำรวจก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับกองทัพ คือ ไม่ต้องการใช้กำลังบังคับเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย
ประการที่สาม คือ สภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้นักการเมืองกลุ่ม softliner เสนอว่า พรรคมีโอกาสรักษาอำนาจไว้ได้แม้ว่าจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องจากการที่ โน แท อู จากพรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ
ระการสุดท้าย คือ มหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กำลังจะจัดขึ้นในกรุงโซล ในปี ค.ศ. 1988 ทำให้ ช็อน ดู ฮวาน และรัฐบาลไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงภายในและภาพลักษณ์ไม่ดีต่อนานาชาติ

slot

ในปี ค.ศ. 1987 กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยและกลุ่มเป็นกลางเป็นฝ่ายแข็งแกร่งกว่ารัฐบาล เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง ในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย หนึ่ง ชนชั้นกลางที่อยู่ในกลุ่มเป็นกลางและไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่คุกคามและกระทบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่ม สอง สื่อและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ต่อต้านระบอบอำนาจนิยม แต่ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือที่จะส่งผลให้อภิสิทธิ์ที่ตนมีถูกลดทอนลงไป สาม สหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้เกิดระบอบประชาธิปไตยตราบเท่าที่เสถียรภาพภายในเกาหลีไม่ถูกคุกคาม ตัวแทนของสหรัฐฯ เข้าพบเหล่าผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน และแสดงจุดยืนชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะต่อต้านการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงการเมือง สี่ กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยที่เกิดการแบ่งแยกภายในกลุ่ม ระหว่าง กลุ่มพรรคการเมืองที่เป็นกลาง นำโดย กลุ่ม 3 คิม คือ คิม แด จุง (Kim Dae-jung) คิม ยอง ซัม (Kim Young-sam) และ คิม จง พิล (Kim Jong-pil) ซึ่งแต่ละคนมีเป้าหมาย คือ ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลหัวรุนแรง เช่น กลุ่มนักศึกษา กลุ่มแรงงาน และกลุ่มศาสนา
Cr.https://waymagazine.org/innovation-democracy-korea/

เส้นทางประชาธิปไตยของเกาหลีใต้

Post navigation