วัฒนธรรมการสักของเกาหลี

เครดิตฟรี

พื่อนๆทุกคนคิดยังไงเกี่ยวกับรอยสักกันบ้างคะ คิดว่ามันเป็นศิลปะหรือการแสดงอำนาจ เป็นการสื่อสารแบบนึงกับคนอื่นๆหรือเป็นเพียงแค่เพื่อความสวยงามเท่านั้น ล่าสุดวัฒนธรรมการสักในเกาหลีค่อนข้างบูมมากในช่วงนี้ แต่ถึงแม้ศิลปินเกาหลีหลายคนจะมีรอยสัก แต่เวลาไปออกสื่อก็มักจะต้องคอยปกปิดรอยสักกันอยู่ค่ะ วันนี้เราจะพูดถึงเกี่ยวกับวัฒนธรรมการสักของเกาหลี ตั้งแต่ต้นกำเนิดของ “รอยสัก” ในแง่ประวัติศาสตร์จนถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับรอยสักในปัจจุบันกันค่ะ

สล็อต

วัฒนธรรมการสักของเกาหลี

  1. ต้นกำเนิดของรอยสัก / รอยสักของเกาหลี
    ในยุคสามฮั่นเกาหลี (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 2 ถึงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช) มีตำนานนิทานพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับรอยสัก แต่บันทึกในส่วนตรงกลางนั้นขาดหายไป คำว่ารอยสัก (문신 / มุนชิน) ปรากฏขึ้นในวรรณกรรมอีกครั้งในพงศาวดารโครยอ ซึ่งในครั้งนี้ไม่ใช่ในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน แต่เป็นกฎหมาย ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนยังคงศึกษาหาสาเหตุของการสิ้นสุดของวัฒนธรรมการสักในยุคสามก๊กเกาหลี และในปัจจุบันมีการสันนิษฐานกันว่าประเพณีการสักได้หายไปเนื่องจากอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภาคกลาง นอกจากนี้ ในยุคโกโจซอน (ตั้งแต่ 2333 ปีก่อนคริสตกาลถึง 108 ปีก่อนคริสตกาล) ยังมีข้อห้าม 8 ประการ ซึ่งหนึ่งในแปดข้อห้ามนั้นสันนิษฐานว่าอาจมีการห้ามสักด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในภาคใต้นั้นมีประเพณีการสักตามธรรมเนียม แต่บันทึกเรื่องนี้หายไปในช่วงต้นของยุคสามก๊กเกาหลี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ มองว่าหลังจากการก่อตั้งสามก๊ก ซึ่งมีการกำหนดระเบียบการแต่งกาย รวมถึงอิทธิพลจากทางเหนือที่ห้ามมีรอยสัก อาจทำให้ประเพณีการสักในภาคใต้ค่อยๆเลือนหายไป

สล็อตออนไลน์

  1. วิวัฒนาการของรอยสัก ถึงแม้จะไม่มีบันทึกเกี่ยวกับรอยสักลงโทษในช่วงสามก๊กก็ตาม แต่ตั้งแต่ยุคโครยอ คนที่ถูกจับได้หลังจากขโมยของ และหนีจากการถูกเนรเทศจะโดนสักลงโทษบนใบหน้า และหากพบว่าหนีไปอีกก็จะมีการเพิ่มโทษขึ้น นักประวัติศาสตร์มองว่าการสักลงโทษนั้นถูกนำมาจากการลงโทษในราชวงศ์ซ่ง มีการกล่าวถึงในประมวลกฎหมาย “คยองกุกแดจอน” ว่าหลังจากได้รับการพิจารณาคดีตามกฎหมาย ถ้าโจรไม่ได้รับโทษประหารชีวิตจะถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกบนร่างกาย ซึ่งถ้าหากทำความผิดอีกก็จะถูกแขวนคอ นอกจากนี้ ใน”โจซอนวังโจชิลลก” บันทึกสมัยโชซอนยังมีบันทึกอีกว่ามีคนขโมยวัวและถูกจับตัดหู แต่ต่อมาเขาขโมยเสื้อผ้าแล้วหนีไปพร้อมกับม้า ซึ่งเมื่อถูกจับได้ภายหลังก็ถูกสักบนใบหน้า และตั้งแต่ยุคนี้รอยสักไม่ได้เป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างเกาหลีอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาชญากร นอกจากนี้ในบันทึกแห่งราชวงศ์โชซอนยังบันทึกอีกด้วยว่าในปีที่ 11 ของพระเจ้าซองจง (ค.ศ. 1479) อออูดงประพฤติตัวไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคมในสมัยนั้น เพราะหล่อนมีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน จึงถูกสักบนแขน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสมัยโชซอนนอกจากอาชญากรจะถูกทรมานแล้วการลงโทษด้วยรอยสักยังเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอีกด้วย

jumboslot

  1. วัฒนธรรมการสักของเกาหลีในปัจจุบัน เช่นเดียวกับหลายๆประเทศ ในช่วงแรกๆเกาหลียังมีอคติเกี่ยวกับรอยสัก และรอยสักเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของมาเฟีย คนไม่มีศีลธรรมหรือมีนิสัยโหดร้าย อย่างไรก็ตามสำหรับวัยรุ่นในปัจจุบันรอยสักเป็นเหมือนการสักเพื่อเป็นที่ระลึกหรือแสดงถึงบุคลิกภาพส่วนตัว เรื่องอคติไม่สำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป ซึ่งศิลปินเกาหลีหลายคนก็มีรอยสักกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรอยสักเล็กๆหรือสักตัวอักษรเพื่อเป็นที่ระลึก อย่างไรก็ตามในสื่อของสถานีโทรทัศน์กระแสหลักของเกาหลี เช่น SBS, KBS, MBC หากศิลปินหรือนักแสดงมีรอยสักตามส่วนต่างๆของร่างกาย พวกเขาจะถูกหลีกเลี่ยงการถ่ายส่วนนั้น หรือต้องมีการปกปิดรอยสัก เช่น การใส่เสื้อปิด ใช้พลาสเตอร์ปิดแผลหรือใช้เมคอัพปกปิดรอย ซึ่งหลายช่องสถานีที่เป็นหัวอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ยังคงมองว่าผู้ชมยังคงเป็นผู้เยาว์ และไม่ต้องการที่จะถ่ายทอดส่วนที่มีรอยสัก ถึงแม้ว่าบางช่องจะไม่สนใจว่าเรื่องรอยสัก และศิลปินมีอิสระที่จะเปิดเผย แต่อย่างไรก็ตามคนเกาหลีก็เห็นพ้องกันว่าไม่ควรมีการเปิดเผยรอยสักทางสื่อ แม้กระทั่งในซีรีย์เกาหลี พระเอกและนางเอกมักจะไม่มีรอยสักยกเว้นแต่จะมีความจำเป็นสำหรับเนื้อเรื่อง ในแง่หนึ่งมันอาจจะเป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้ชม และยังเป็นเหมือนการช่วยทีมงานอีกทางหนึ่งเพื่อให้การออกอากาศเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
  2. ความถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายเกาหลีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่ารอยสักเป็นการปฏิบัติงานทางการแพทย์ดังนั้นจึงต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้องเพื่อเป็นช่างสัก แต่ช่างสักและแอคเคาท์ตามอินสตาแกรมส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเกาหลี ดังนั้นจึงมักไม่มีการโฆษณาอย่างโจ่งแจ้งมากนัก ซึ่งคาดว่ามีช่างสักผิดกฎหมายมากกว่า 20,000 คนในเกาหลี แต่ข้อดีของการสักใต้โต๊ะในเกาหลีใต้คือความสะดวกรวดเร็วและถูก ซึ่งเป็นการบุกเบิกอุตสาหกรรมการสักที่รวดเร็ว แต่ในทางการแพทย์และกฎหมายนั้นยังคงประเด็นสำคัญในเกาหลี แต่คนทั่วไปอาจไม่ใจดีกับคนที่มีรอยสักเสมอไป โดยเฉพาะศิลปินที่เปิดเผยรอยสักใหม่บนโซเชียลมีเดีย แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งมักจะมีคอมเมนท์หลายอย่าง เช่น “มีรอยสักอีกไหม” “ค่ายรู้ไหม?” ” หรือ “รอยสักดูดีนะ” “ฉันสนับสนุนให้เธอเป็นตัวของตัวเอง” แต่อย่างไรก็ตามในการออกสื่อส่วนมากยังไม่อนุญาติให้เปิดเผยรอยสักอยู่ดี ดังนั้นการสักจึงเป็นเหมือนการสื่อสารรูปแบบหนึ่งระหว่างศิลปินกับแฟนๆหรือแม้กระทั่งการสื่อสารทางอารมณ์ของตัวศิลปินเอง
  3. ความขัดแย้งของศิลปินที่มีรอยสักกับสาธารณะชน รอยสักไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตของศิลปินอีกด้วย เช่น ศิลปินบางคนที่มีรอยสักขนาดใหญ่อาจถูกห้ามไม่ให้เข้าสถานที่ ก่อนหน้านี้มีรอยสักขนาดใหญ่อยู่ในรูปของ ยุนอา Girls ‘Generation ซึ่งทำให้เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะเธอถูกมองว่าเป็นคนที่มีบุคลิกเรียบร้อย แม้จะมีการคาดเดาว่าจะเป็นเพียงสติกเกอร์ก็ตาม แต่จากปฏิกิริยาของชาวเน็ตแล้วแสดงให้เห็นว่ายังมีคนที่มองผู้หญิงมีรอยสักในแง่ลบอยู่เป็นจำนวนมาก ฮัน ซอฮี นักแสดงจากซีรีย์ “The World of Couples” ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกันเพราะก่อนหน้านี้เธอมีรอยสักขนาดใหญ่บนแขน แม้ว่าตอนนี้จะถูกลบออกไปแล้ว แต่สื่อก็ยังมองว่ารอยสักของเธอเป็น “รอยเปื้อน” และเมื่อล่าสุดนี้เน็ตไอดอลชาวฟิลิปปินส์ – อเมริกันที่มีแฟนคลับติดตามกว่าหลายสิบล้านคน ซึ่งรอยสักบนแขนของเธอคล้ายกับธงอาทิตย์อุทัยที่เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น จึงทำให้คนเกาหลีไม่พอใจอย่างมากและเรียกร้องให้เธอออกมาขอโทษ ซึ่งเธอเองก็ได้ออกมาขอโทษด้วยตัวเองแล้ว แต่เหตุการณ์นี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ เพราะชาวเน็ตฟิลิปปินส์มองว่าชาวเน็ตเกาหลีหัวรุนแรงเกินไปและเกิดเป็นเคมเปญต่อต้านคนเกาหลี แต่อย่างไรก็ตามในสังคมเกาหลี ผู้หญิงยังคงถูกปิดกั้นจากการมีรอยสักอยู่มาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าศิลปินชายที่มีรอยสักมักจะเป็นที่ยอมรับมากกว่าศิลปินหญิงที่มีรอยสัก นอกจากนี้กองทัพเกาหลียังกำหนดอย่างชัดเจนว่าห้ามไม่ให้บุคคลที่มีรอยสักขนาดใหญ่เข้าประจำการในกองทัพ ดังนั้นหลายคนจึงเลือกที่จะมีรอยสักเพื่อหลีกเลี่ยงจากการเข้าเกณฑ์ทหาร แต่กองทัพก็มีการตอบโต้ต่อพฤติกรรมนี้ว่า “เป็นการสร้างความเสียหายโดยเจตนาต่อร่างกาย”
    รอยสักของเหล่าเซเลปเกาหลีที่ช่วยเปิดโลกวัฒนธรรมการสักในเกาหลีกัน

slot

1.Jay Park บอสแห่ง AOMG หรือศิลปินฮิปฮอปยอดนิยมของเกาหลีอย่าง Jay Park ผู้ที่มีรอยสักเยอะมากที่สุดในบรรดาไอดอลคนอื่นๆ ด้วยบุคลิกที่น่ารักและนิสัยที่น่าชื่นชมของเขา ทำให้เขาสามารถที่ทำลายอคติในด้านลบเกี่ยวกับรอยสักไปได้อย่างยอดเยี่ยม แถมรอยสักของเขาก็ยังมีความหมายดีๆซ่อนเอาไว้อยู่อีกด้วย
2.G-Dragon (BIGBANG) G-Dragon ซูเปอร์สตาร์แห่งเกาหลี เขาเองก็เป็นอีกคนที่ทลายอคติเกี่ยวกับการสักในเกาหลี ซึ่งรอยสักรูปหัวใจก็เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการสักเพื่อสนับสนุนสิ่งดีๆ โดยรอยสักของจีดราก้อนเป็นสัญลักษณ์เพื่อสนับสนุน LGBT นั่นเองค่ะ
3.JungKook (BTS) มีคนไม่น้อยที่สนใจในรอยสักของจองกุก เพราะภาพลักษณ์ที่เหมือนกระต่ายน้อยสุดแสนจะอินโนเซ้นท์ของจองกุกทำให้หลายคนไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีรอยสัก ซึ่งจองกุกก็สักเป็นชื่อแฟนคลับหนึ่งเดียวในใจของเขา ARMY นั่นเองค่ะ
4.Suzy แม้แต่สาวน้อยผู้เป็นรักแรกแห่งเกาหลีก็มีรอยสักกับเขาด้วย แต่ทุกๆคนก็คงจะโอเคกับรอยสักกันใช่มั้ยคะ
5.HyunA สาวฮิปผู้นำวงการเกาหลี แน่นอนผู้หญิงคูลๆอย่างฮยอนอาก็มีรอยสักด้วยเหมือนกัน
ในเกาหลีใต้ การสักนั้น ช่างสักต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และต้องมีใบอนุญาตในการสัก หากทำการสักโดยไม่มีใบอนุญาตต้องได้รับโทษด้วยการเสียค่าปรับจำนวนมาก การสักมักเป็นวัฒนธรรมหรือสัญลักษณ์ของแก๊งต่างๆ ดังนั้นผู้ที่มีรอยสักจะได้รับการยกเว้นในการเกณฑ์ทหารด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่มวัยรุ่นชายมักจะใช้รอยสักนี้หนีการเกณฑ์ทหารจำนวนมาก เกาหลีใต้จึงต้องเคร่งในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการหนีเกณฑ์ทหาร รวมทั้งการเปิดร้านสักที่ไม่ได้มาตรฐานด้วยร้านสักส่วนใหญ่ที่เปิดในเกาหลีใต้นั้น เป็นร้านที่ไม่มีใบอนุญาตทั้งนั้น เพราะการจะทำให้ได้ใบอนุญาตมา เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ร้านต้องคอยระวังตำรวจตลอดเวลา ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ นอกจากนี้ยังต้องคอยระวัง พวกที่นำเข้าเครื่องมือสักอย่างถูกกฏหมายด้วย (ข้อมูลเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ยังคลุมเครืออยู่) เพราะตำรวจจะจับตามองคนพวกนี้เป็นพิเศษ เพื่อจะขยายผลไปสู่การจับกุมช่างสักได้ ในขณะที่ช่างหลายคนต้องการออกจากประเทศเพื่อประกอบอาชีพช่างสักอย่างอิสระ เพราะที่เกาหลีใต้นั้น วงการสักเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก แต่การจะทำให้ร้านอยู่รอดในประเทศนี้ได้นั้น จำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ และแน่นอนพวกเขาต้องอาศัยสื่อ เช่น อินสตาแกรม หรือ บล็อกต่างๆ ในการโฆษณานี้เพื่อช่วยดึงดูดลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น ส่วนลูกค้าที่มาสักนั้น ไม่ได้แคร์ว่าจะถูกกฏหมายหรือไม่ พวกเขาแค่อยากสัก ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพียงแค่รอยนั้นมันสำคัญกับเขา และนั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ช่างสักเองก็อยากให้พวกเขามีความทรงจำดีดีกับรอยสัก พวกเขาจึงรักในอาชีพช่างสัก ที่ได้สร้างความทรงจำดีดีให้กับผู้คน แม้ว่าจะผิดกฏหมายก็ตาม การจะเปิดร้านสักในเกาหลีใต้มันช่างซับซ้อนมากจริงๆ ก็น่าเห็นใจช่างสักนะ แม้จะรักในวงการนี้ แต่ก็ต้องทำอย่างหวาดระแวง และหวังว่าวันหนึ่งมันจะเป็นเรื่องง่ายที่จะเปิดร้านสักแบบถูกกฎหมาย และไม่ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ
แรกเริ่มในสมัยประวัติศาสตร์ของชาวกรีก การสักถือว่าเป็นการลงสี หรือทำสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกการเป็นชนชั้นทาสและอาชญากร ในเวลาต่อมาได้แพร่หลายไปสู่ฝั่งยุโรปแต่มักจะได้ข้อติจากสังคมว่าการสักคือการหมิ่นต่อพระเจ้า และในประเทศไทยเมื่อได้รับวัฒนธรรมมาจากชนชาติอื่นยังคงความแบ่งชนชั้น เพราะการสักในประเทศไทยนั้นเป็นการสักที่ข้อมือเรียกว่าการ ‘สักเลข’ เพื่อระบุตนว่าเป็นไพร่หลวง และถ้าหากมีการสักลงบนท้องแขนหรือหน้าผากจะเป็นการระบุว่าผู้นั้นเป็นนักโทษ ซึ่งในสังคมไทยไม่ได้มีการยอมรับเท่าที่ควร อีกทั้งการสักยังถูกแตกแขนงไปยัง ‘การสักเพื่อความเชื่อ’ อีกด้วย ในส่วนของการยอมรับในประเทศเกาหลีที่เราจะมาเจาะลึกกันนั้น การสักในประเทศเกาหลีถูกระบุลงในวรรณกรรมประวัติศาสตร์สมัยโครยอ โดยระบุคำว่า 문신 (มูชิน) ที่แปลว่ารอยสัก เป็นสิ่งที่ถูกรับวัฒนธรรมมาจากประเทศจีนและเกาหลีนำมาใช้ในการลงโทษ ในช่วงที่มีสงครามคยองกุก โดยผู้ที่ได้รับโทษจะถูกสักลงบนหน้า และจากสิ่งที่ถูกตราขึ้นว่าการสักคือการลงโทษหรือถูกมองว่า การสักก็เหมือนเครื่องยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนเกาหลียอมรับมากขึ้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 มีนักฟุตบอลชื่อ ‘อัน จองฮวาน’ ซึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นในแมตที่ต้องแข่งกับทีมฟุตบอลจากญี่ปุ่น เขาเผลอถลกเสื้อขึ้นทำให้เห็นรอยสัก โดยขอความนั้น เป็นข้อความที่บอกรักภรรยาของเขา และหลังจากนั้นไม่นาน เหล่าบรรดานักกีฬา ศิลปินหรือคนดังในเกาหลีต่างก็ไปสักและมองว่าสิ่งนี้เป็นแฟชั่น แต่กฎหมายในเกาหลีก็ยังคงถูกกำหนดว่าการสักเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพียงแต่จุดผันเปลี่ยนในครั้งนี้ ทำให้เกิดการยอมรับทางสังคม ที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากเดิม

วัฒนธรรมการสักของเกาหลี

Post navigation