การใช้ความรุนแรงในประเทศเกาหลี

เครดิตฟรี

สำนักข่าว Yonhap รายงานว่า จากฐานข้อมูลของตำรวจชี้ให้เห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงในโรงเรียนโดยรวมนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขของผู้กระทำความผิดทางเพศในเด็กและเยาวชนกลับเพิ่มสูงขึ้น! จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (NPA) ในปีที่ผ่านมาจำนวนเด็กวัยรุ่นที่ถูกจับในข้อหาใช้ความรุนแรงในโรงเรียนมีทั้งสิ้น 13,584 คน ลดลง 3% จากปี 2017 ที่มีจำนวน 14,000 คน

สล็อต

ปัญหาความรุนแรงในโรวเรียนของนักเรียนวัยรุ่นเกาหลีมีแสดงให้เห็นผ่านยังละครและภาพยนต์เกาหลีจำนวนมาก และบางครั้ง เรื่องราวของเหยื่อก็มักที่จะถูกนำมาถกเถียงกันบนโลกอินเตอร์เน็ต และข่าว เราจะได้ยินจากข่าวว่าเหยื่อหลายๆคนตัดสินใจจบชีวิตลงเพราะไม่สามารถทนความเจ็บปวดที่ได้รับได้ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าผู้คนบนโลกอินเตอร์เนตของเกสหลีต่างพากันสงสัยว่า “ฮโยริน” อดีตสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอย่าง ‘Sistar’ เคยใช้ความรุนแรงกับเพื่อร่วมชั้นของเธอเมื่อ 10 ปีก่อน บางคนพูดว่าเธอทำร้ายเพื่อของเธอเมื่อตอนที่เธอเป็นเพียงเด็กนักเรียนประถมเท่านั้น พวกเขาพูดว่าเธอทุบตีเพื่อนของเธอด้วยไมโครโฟนภายในห้องร้องเพลงคาราโอเกะ แถมยังยืมเสื้อผ้า และไม่นำมาคืนภายในอาทิตย์นั้น นอกจากนี้ยังรีดไถเงินหรือทำร้ายเพื่อนที่บริเวณสนามเด็กเล่น และห้องเรียนอีกด้วย
นี่คือเคสเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายในโรงเรียนที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในปี 2018 โดยเคสนี้ถูกเรียกว่า [การจู่โจมของวัยรุ่นหญิงชาวปูซาน] ให้เราได้สรุปถึงเหตุการณ์นี้อย่างคร่าวๆให้กับทุกคนได้รู้กันนะคะ ในเดือนกันยายน เด็กหญิงชั้นประถมจำนวน 2 คนในปูซานได้ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนหญิงต่างโรงเรียนเป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมงด้วยท่อนเหล็กและเก้าอี้ ซึ่งในวันถัดมา ผู้กระทำความผิดเกิดความกลัวจึงทำการโทรแจ้งตำรวจ และมอบตัว เด็กผู้ที่กระทำความผิดนั้นได้บอกกับตำรวจว่าพวกเขาทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงต่างโรงเรียนเนื่องจากทัศนคติที่ไม่ดีของเธอ เพื่อที่จะได้รู้ว่าทำไมผู้กระทำความผิดถึงตัดสินใจมอบตัว เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดว่าเด็กวัยรุ่นเกาหลีกันก่อนดีกว่าค่ะ ที่เกาหลีนั้นคิดว่าพวกวัยรุ่นยังไม่บรรลุนิติภาวะเหมือรกับผู้ใหญ่ หากผู้ปกครอง, ครูหรือคนรอบข้างให้การอบรมสั่งสอนที่ดีพวกเขาเหล่านั้นก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนดีได้ ดังนั้นพวกเราจึงมีกฎหมายที่เรียกว่า ‘กฎหมายคุ้มครองเด็ก และเยาวชน’ ซึ่งหากเด็ก และเยาวชนกระทำความผิดจะได้รับการลดหย่อนโทษลง และนี่คือเหตุผลที่เด็กผู้กระทำความผิดตัดสินใจที่จะเข้ามอบตัวกับตำรวจ เนื่องจากพวกเขามีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนและรู้ว่าจะไม่ได้รับการลงโทษที่รุนแรงมากนัก
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ผู้เป็นแม่ของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อก็ได้ออกมากล่าวว่า ลูกสาวของตนนั้นไม่ได้โดนทำร้ายร่างกายจากเด็กหญิงเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น แต่มากถึง 5 คน หรือแม้แต่กระทั่งหลังจากแจ้งความกับตำรวจแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับการปกป้องทำให้เธอนั้นถูกทำร้ายร่างกายอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุด ตามการสอบสวนของตำรวจก็พบว่าผู้กระทำความผิดมีด้วยกันทั้งหมด 4 คน และ 4 คนนี้ทำร้ายเหยื่อด้วยบันได, อิฐและขวดโซจู นอกจากนี้เหยื่อยังถูกผู้กระทำความผิดบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่พวกเขาโทรเรียกมาอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

ในอดีต ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเป็นเพียงแค่ “ความรุนแรงทางร่างกาย”เท่านั้นจากการทุบตีและรีดไถของ แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็น ‘ความรุนแรงทางจิตใจ’ ทั้งการดูถูกและทำให้อับอาย ในปีที่ผ่านมาก็มีแม้กระทั่งความรุนแรงในโรงเรียนผ่านโลกไซเบอร์โดยการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน การทำร้ายทางโลกออนไลน์มีทั้ง “คุกคาคาทอล์ค (Kakao Talk Jail)” คาเคาทอล์คคือแอปพลิเคชั่นที่คนเกาหลีใช้ในการแชท การกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชั่นนี้คือผู้คุกคามพยายามที่จะส่งการเชิญให้เหยื่อเข้าร่วมบทสนทนาถึงแม้ว่าเหยื่อจะทำการออกจากแชทไปแล้วก็ตาม ‘การกลั่นแกล้งในคาเคาทอล์ค’ เกิดขึ้นในแชทกลุ่มที่คนจำนวนมากรุมกลั่นแกล้ง, ด่าทอหรือพูดจาทำร้ายจิตใจคนหนึ่งคน ไม่เพียงเท่านี้ยังมี “การขโมยไวไฟ (Wi-Fi shuttle)” ผู้ที่เปิดฮอทสปอททิ้งไว้จะถูกคนอื่น(ผู้คุกคาม)ขโมยใช้ไวไฟฟรี คำว่า “พังพุก -방폭 (ห้องระเบิด)” หมายถึงการที่ผู้คนจำนวนมากออกจากห้องแชทไปพร้อมๆกันหลังจากพากันกลั่นแกล้งเรียบร้อยเหลือทิ้งไว้เพียงผู้ที่โดนคุกคาม การทำร้ายทางจิตใจสร้างรอยแผลไว้ให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและก็ไม่ง่ายเลยที่เหยื่อเหล่านั้นจะทำการเปิดเผยว่าโดนรังแก อย่างไรก็ตามการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์นั้นยากต่อการที่จะสังเกตุนอกเสียจากเหยื่อตัดสินใจที่จะพูดออกมา เนื่องจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียนเริ่มที่จะรุนแรง และพบเห็นได้มากขึ้น การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ก็มีให้เห็นเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่บอบบาง และกระทบต่อจิตใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างมาก แต่นักเรียนผู้ที่โดนกลั่นแกล้งก็มักที่จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือเลือกที่จะหลบหนีจากเหตุการณ์นี้ออกไปแบบเงียบๆโดยที่ไม่บอกพ่อแม่, ครูหรือตำรวจ เนื่องจากพวกเขากลัวว่าพ่อแม่จะกังวลเกี่ยวกับเขา หรือถูกทำร้ายแบบที่เด็กสาวจากปูซานโดนรุมทำร้าย หรือจะต้องกลายเป็นผู้ที่ตกเป็นข่าวที่คนทั่วไปรับรู้ นอกจากนี้เราเชื่อว่าทางโรงเรียนควรที่จะพยายามสร้างความมั่นใจ และส่งเสริมให้ผู้ที่โดนรังแกที่โรงเรียนให้กล้าหาญ และตัดสินใจที่จะพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์และการทำร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น และดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ไม่เพียงแค่ให้ผู้ที่เป็นเหยื่อกล้าที่จะพูดออกมาเท่านั้นแต่เพื่อนรอบตัว, ครูและผุ้ปกครองก็ควรที่จะแจ้งกับครูหรือตำรวจเมื่อรู้ว่ามีการทำร้ายในโรงเรียนเกิดขึ้น

jumboslot

นักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย จำนวน73,238 คน ที่ถูกสอบถามในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2553 จนถึงเดือนกันยายน 2554 พบว่า มีอยู่ 19.3% หรือ 14,135 คนระบุว่า พวกเขาคิดเรื่องฆ่าตัวตาย และอีก 5% หรืออีก 3,662 คนยอมรับว่าเคยพยายามฆ่าตัวตาย เหตุผลของการคิดฆ่าตัวตายมีหลากหลาย ตั้งแต่ความเครียดจากความคาดหวังที่มากเกินไปของพ่อแม่ หรือความขัดแย้งในครอบครัวไปจนถึงการถูกรังแกและความรุนแรงที่โรงเรียน ผลการเรียนไม่เป็นที่พอใจ และปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่ปรึกษาเยาวชนเกาหลี ให้ความเห็นว่า เป็นการยากที่จะชี้ชัดลงไปถึงเหตุผลว่า ทำไมวัยรุ่นถึงหันไปฆ่าตัวตาย เนื่องจากมีปัจจัยที่ซับซ้อนอยู่ในเหตุจูงใจ แต่ก็มีบางกรณีที่แม้วัยรุ่นเหล่านั้นได้คิดฆ่าตัวตายไปแล้ว เนื่องจากถูกรังแกที่โรงเรียน แต่เมื่อพวกเขาสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ที่บ้านได้เป็นอย่างดี ก็อาจช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
ปัญหาครอบครัวในครอบครัวหลากวัฒนธรรมของเกาหลีกำลังอยู่ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น จากผลการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกี่ยวกับผู้หญิงต่างชาติที่แต่งงานกับชายเกาหลี พบว่าเกือบร้อยละ 42 ประสบกับความรุนแรงทางเพศ เช่น โดนดูถูกอย่างรุนแรง (ร้อยละ 81), ใช้ความรุนแรงในการคุกคาม (ร้อยละ 38) การข่มขืน (ร้อยละ 28) พ่อแม่สามีดุด่าว่าร้ายและปัญหาเชื้อชาติ (26%)
ยอดความรุนแรงพุ่งใน ครอบครัวหลากวัฒนธรรมเกาหลี ปัญหาครอบครัวในครอบครัวหลากวัฒนธรรมของเกาหลีกำลังอยู่ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น จากผลการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกี่ยวกับผู้หญิงต่างชาติที่แต่งงานกับชายเกาหลี พบว่าเกือบร้อยละ 42 ประสบกับความรุนแรงทางเพศ เช่น โดนดูถูกอย่างรุนแรง (ร้อยละ 81), ใช้ความรุนแรงในการคุกคาม (ร้อยละ 38) การข่มขืน (ร้อยละ 28) พ่อแม่สามีดุด่าว่าร้ายและปัญหาเชื้อชาติ (26%) ตัวอย่างอื่น ๆ ได้แก่ การกักขัง (12 เปอร์เซ็นต์), ซ่อนบัตรประจำตัวชาวต่างชาติของคู่สมรส (17 เปอร์เซ็นต์) ไม่อนุญาติให้ออกไปข้างนอก (26 เปอร์เซ็นต์) และกีดขวางไม่ให้ศึกษาภาษาเกาหลี (18 เปอร์เซ็นต์) ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ของผู้หญิงที่ไปแต่งงานแล้วกลายเป็นทาสหรือเป็นการได้มาครอบครองโดยการซื้อด้วยเงินเพื่อมาเป็นที่รองรับอารมณ์ของสามี ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้หญิงร้อยละ 80 จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการโดนกระทำโดยใช้ความรุนแรง และการทารุณกรรมจากสามีชาวเกาหลี
HAING (อายุ 25 ปี) หญิงชาวเวียดนามที่แต่งงานกับชายเกาหลีในปี 2015 และอาศัยอยู่ใน Siheung, Gyeonggi-do สามีเธออายุ 46 ปี สามีของเธอเป็นคนที่มีมารยาทและเป็นน่าประทับใจ แต่พฤติกรรมรุนแรงได้เริ่มขึ้นได้ไม่นานหลังจากพิธีแต่งงานในเกาหลีเสร็จสิ้น ทุกๆเย็นสามีของเธอจะแสดงพฤติกรรมรุนแรงขณะเมา และก็ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกๆปี สาเหตุของการใช้ความรุนแรงกับการทารุณกรรมรุนแรงคือการที่ภรรยาไม่ทำหน้าที่เป็นภรรยา โดยพวกเธอมักใช้เวลานานในการแต่งองค์ทรงเครื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมงหรือในกรณีที่ไม่หลับนอนด้วย

slot

ยอดความรุนแรงพุ่งใน ครอบครัวหลากวัฒนธรรมเกาหลี ปัญหาครอบครัวในครอบครัวหลากวัฒนธรรมของเกาหลีกำลังอยู่ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น จากผลการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกี่ยวกับผู้หญิงต่างชาติที่แต่งงานกับชายเกาหลี พบว่าเกือบร้อยละ 42 ประสบกับความรุนแรงทางเพศ เช่น โดนดูถูกอย่างรุนแรง (ร้อยละ 81), ใช้ความรุนแรงในการคุกคาม (ร้อยละ 38) การข่มขืน (ร้อยละ 28) พ่อแม่สามีดุด่าว่าร้ายและปัญหาเชื้อชาติ (26%) ตัวอย่างอื่น ๆ ได้แก่ การกักขัง (12 เปอร์เซ็นต์), ซ่อนบัตรประจำตัวชาวต่างชาติของคู่สมรส (17 เปอร์เซ็นต์) ไม่อนุญาติให้ออกไปข้างนอก (26 เปอร์เซ็นต์) และกีดขวางไม่ให้ศึกษาภาษาเกาหลี (18 เปอร์เซ็นต์) ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ของผู้หญิงที่ไปแต่งงานแล้วกลายเป็นทาสหรือเป็นการได้มาครอบครองโดยการซื้อด้วยเงินเพื่อมาเป็นที่รองรับอารมณ์ของสามี ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้หญิงร้อยละ 80 จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการโดนกระทโดยใช้ความรุนแรงและการทารุณกรรมจากสามีชาวเกาหลี การข่มขืนกระทำชำเรา · อย่าออกไป … สำหรับสามีชาวเกาหลีที่แต่งงานกับหญิงต่างชาติแล้ว “ภรรยา คือทาสของเขา” HAING (อายุ 25 ปี) หญิงชาวเวียดนามที่แต่งงานกับชายเกาหลีในปี 2015 และอาศัยอยู่ใน Siheung, Gyeonggi-do สามีเธออายุ 46 ปี สามีของเธอเป็นคนที่มีมารยาท และเป็นน่าประทับใจ แต่พฤติกรรมรุนแรงได้เริ่มขึ้นได้ไม่นานหลังจากพิธีแต่งงานในเกาหลีเสร็จสิ้น ทุกๆเย็นสามีของเธอจะแสดงพฤติกรรมรุนแรงขณะเมา และก็ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกๆปี สาเหตุของการใช้ความรุนแรงกับการทารุณกรรมรุนแรงคือการที่ภรรยาไม่ทำหน้าที่เป็นภรรยา โดยพวกเธอมักใช้เวลานานในการแต่งองค์ทรงเครื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมงหรือในกรณีที่ไม่หลับนอนด้วย บางครั้งเขามักใช้อาวุธเพื่อข่มขู่และใช้ความรุนแรงโดยการบีบคอของเธอ และมีเพศสัมพันธ์ที่นับไม่ถ้วนโดยไม่มีการตกลงกันซึ่งเรียกว่า ‘การข่มขืนคู่สมรส’
HAING ไม่สามารถพูดภาษาเกาหลีได้จึงยากที่จะขอความช่วยเหลือจากใครสักคน เธอพยายามเรียนภาษาเกาหลีหลังจากแต่งงาน แต่สามีไม่ยอมปล่อยให้เธอไปเรียน บางครั้งตำรวจถึงกับมาถึงบ้านเพื่อรับเรื่องร้องเรียนด้านความรุนแรง แต่เธอไม่ได้รับคำปรึกษาเพราะพวกเขาไม่สามารถสื่อสารกับเธอได้ เธอต้องการหนี แต่เธอก็ต้องกลับมาเพียงเพราะไม่มีเงิน สามีของเธอส่งเงินไปให้ครอบครัวทางเวียดนามทุกเดือน ครอบครัวทางเวียดนามเองก็ทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ แม้ว่าเธอต้องการหย่าร้าง แต่ก็เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีการใช้ความรุนแรง “เพราะฉันไม่สามารถทิ้งลูกไว้ข้างหลังได้” เธอกล่าว สามีของเธอเริ่มใช้ความรุนแรงเมื่อเขาดื่ม แต่หลังจากส่างเมาแล้วสามีเธอก็ขอโทษเธอและบอกว่าเพราะเป็นความผิดของเขา เขารู้สึกเสียใจจึงส่งเงินไปให้ครอบครัวทางเวียดนามมากขึ้น HAING คิดว่าพฤติกรรมของสามีของเธอเป็นเพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเธอก็ยอมแพ้เรื่องนี้ไป

การใช้ความรุนแรงในประเทศเกาหลี

Post navigation